แชร์

แบคทีเรีย H.Pylori ก่อโรคกระเพาะอาหาร

อัพเดทล่าสุด: 27 เม.ย. 2020
17641 ผู้เข้าชม

     ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย จุกใต้ลิ้นปี่ แสบร้อนและจุกแน่นท้อง... ถ้ามีอาการเหล่านี้ สามารถสันนิษฐานได้เบื้องต้นว่าอาจเกิดจากโรคกระเพาะอาหาร/แผลในกระเพาะ ซึ่งอาจเกิดได้จากพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่ถูกต้องสะสมมาเป็นระยะเวลานาน และอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะนั้น คือร่างกายได้รับเชื้อแบคทีเรียตัวนึงที่ชื่อ เอชไพโรไล (H.pylori) ซึ่งเราจะมาอธิบายเกี่ยวกับเชื้อตัวนี้ รวมถึงวิธีการป้องกันรักษากันค่ะ


รู้จักกับเชื้อแบคทีเรีย H.Pylori

     เชื้อแบคทีเรียเอชไพโรไล เป็นเชื้อที่พบได้ทั่วไปในเขตร้อน (เช่นประเทศในภูมิภาคเอเชีย) ซึ่งมักจะพบในอาหารดิบๆ น้ำไม่สะอาด และอุปกรณ์การปรุง ช้อนส้อมที่สกปรกปนเปื้อน โดยเชื้อตัวนี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคกระเพาะและกระเพาะอาหารอักเสบ

     กระเพาะอาหารของคนเรานั้นมีสภาพความเป็นกรดสูงมาก เพราะใช้ในการย่อยอาหารและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับอาหาร  ทำให้เชื้อแบคทีเรียเกือบทุกชนิดไม่สามารถชีวิตอยู่ได้ แต่ไม่ใช่กับเชื้อเอชไพโรโล เพราะเชื้อตัวนี้มีคุณสมบัติพิเศษในการทนสภาวะความเป็นกรดสูงได้ หากเชื้อชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายแล้ว มันจะไปฝังตัวอยู่ในกระเพาะอาหาร ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารได้เป็น 10 ปี โดยผู้ที่ติดเชื้ออาจไม่มีอาการใดๆแสดงออกมา

แล้วจะทราบได้อย่างไร ว่าเราติดเชื้อ H.Pylori ?
อาการที่แสดงออกจากการติดเชื้อ แบ่งได้เป็น 2 ระยะได้แก่

  1. ระยะเฉียบพลัน คือรับเชื้อแบคทีเรียเอชไพโรไลเข้าสู่ร่างกายจำนวนมาก ทำให้เกิดอาการของกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน บางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย อาการจะเป็นระยะหนึ่งแล้วหายไป เนื่องจากกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกาย ที่จะพยายามกำจัดเชื้อตัวนี้ออกไป แต่ถ้าเชื้อยังถูกกำจัดออกไปไม่หมด เชื้อที่หลงเหลือบางส่วนก็จะฝังตัวเองอยู่ในกระเพาะอาหารต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่ระยะเรื้อรัง
  2. ระยะเรื้อรัง คือเชื้อที่อาศัยในกระเพาะอาหารของเราเป็นเวลานาน เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะภายในเริ่มเสื่อมลง ผิวเยื่อบุกระเพาะก็ค่อยๆถูกเชื้อเอชไพโรไลทำลายไปเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดอาการของกระเพาะอักเสบเรื้อรังหรือแผลในกระเพาะอาหาร  แผลในลำไส้เล็ก และอาการอื่นๆตามมา เช่น อาหารไม่ย่อย แสบร้อนท้อง จุกเสียดแน่น ในท้องมีแต่ลม และเป็นกรดไหลย้อนตามมาได้

วิธีป้องกันการติดเชื้อเอชไพโรไล
• หลีกเลี่ยงอาหารดิบ อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ของหมักดอง และผักสด (เนื่องจากล้างไม่สะอาด)

• ดื่มน้ำสะอาด

• ทำความสะอาดอุปกรณ์ประกอบอาหาร รวมถึงภาชนะที่ใช้ทานอาหารให้สะอาดหลังจากใช้งานเสร็จ

• หลีกเลี่ยงการใช้ช้อนร่วมกัน เนื่องจากเชื้อนี้สามารถติดต่อกันผ่านทางสารคัดหลั่งได้

การกำจัดเชื้อ H.Pylori
     หากตรวจพบเชื้อ H.Pylori แนวทางการรักษาของยาแผนปัจจุบันจะใช้ยาลดกรด 1 ชนิดร่วมกับยาปฏิชีวนะอีก 2 ชนิด ทานเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์เพื่อกำจัดเชื้อ แต่สำหรับผู้ที่มีอาการจากแผลในกระเพาะอาหารมานาน อาจจะยังมีแผลในกระเพาะอาหารอยู่

ยาสมุนไพรรักษาโรคกระเพาะอาหาร
     ยาขับลมตราเพชรแดง ใช้ตัวยาหลักจาก สมุนไพรเปล้าตะวัน อุดมด้วยสารสำคัญจากเปลาโนทอล ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อ H.Pylori มีงานวิจัยบอกว่า หากทานร่วมกับยาในกลุ่มยาฆ่าเชื้อ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ H.Pylori ได้ดีมากขึ้น สารเปลาโนทอล ยังมีฤทธิ์ในการกระตุ้นการสร้างเยื่อบุกระเพาะที่ถูกทำลายไป สมานแผลในกระเพาะอาหาร และใช้ตัวยาเสริมคือ กระเพราแดง ขิงแก่ ตะไคร้ ซึ่งมีสรรพคุณในการขับลม บำรุงกระเพาะ ฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร สามารถทานร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ ปลอดภัย ดูรายละเอียดยาเพิ่มเติม คลิกที่นี่

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคแพนิค กับ กรดไหลย้อน รับมือและรักษาอย่างไรในปี 2569
"กรดไหลย้อน" กับ "แพนิค" ทำไมมักมาคู่กัน? หมอมีคำตอบและทางออกให้ค่ะ
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ กระเพาะอาหาร
แล้วคุณจะรัก "กระเพาะอาหาร" มากขึ้น
กรดไหลย้อน คืออะไร?
กรดไหลย้อน คือภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนกลับขึ้นมากัดกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารจนเกิดการหย่อนและอักเสบ ซึ่งบริเวณของกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารอยู่ตรงกับตำแหน่งหน้าอกพอดี ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนจึงมีอาการหลักคือแสบร้อนกลางอก จุกแน่นหน้าอก กลืนลำบาก อาหารไม่ย่อย หากปล่อยไว้นานจนเรื้อรัง อาจมีอาการอื่นๆแทรกซ้อน เช่น โรคไส้เลื่อนกระบังลม, มะเร็งหลอดอาหาร, หูรูดหลอดอาหารอักเสบ เป็นต้น
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy