แชร์

ทำความรู้จักแบคทีเรีย H.Pylori ต้นเหตุโรคกระเพาะอาหาร

อัพเดทล่าสุด: 11 ธ.ค. 2021
9357 ผู้เข้าชม

     ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย จุกใต้ลิ้นปี่ แสบร้อนและจุกแน่นท้อง... หากมีอาการเหล่านี้ สามารถสันนิษฐานได้เบื้องต้นว่าอาจเกิดจากโรคกระเพาะอาหาร/แผลในกระเพาะ ซึ่งอาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น อาหารการกิน พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตอย่างรีบเร่ง และอีกสาเหตุหนึ่งของโรคกระเพาะอาหารคือ การติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโรไล (H.pylori) ซึ่งในบทความนี้ จะทำความรู้จักกับเชื้อตัวนี้ รวมถึงวิธีการป้องกันรักษากันค่ะ

 

รู้จักกับเชื้อแบคทีเรีย H.Pylori

     เชื้อแบคทีเรียเอชไพโรไล เป็นเชื้อที่พบได้ทั่วไปในเขตร้อน (รวมถึงประเทศไทย) ซึ่งมักปนเปื้อนมากับอาหารดิบ น้ำไม่สะอาด อุปกรณ์การปรุง และช้อนส้อมที่ไม่ได้ทำความสะอาด โดยเชื้อตัวนี้มีคุณสมบัติพิเศษสำคัญอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

     กระเพาะอาหารของคนเรานั้นมีสภาพความเป็นกรดสูงมาก นอกจากจะใช้ในการย่อยอาหารแล้ว ยังช่วยกำจัดเชื้อโรค/แบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับอาหารด้วย เชื้อแบคทีเรียต่างๆเกือบทุกชนิดจึงไม่สามารถชีวิตอยู่ได้ในกระเพาะของเรา แต่ไม่ใช่กับเชื้อเอชไพโรโล...เพราะเชื้อตัวนี้มีคุณสมบัติพิเศษในการทนสภาวะความเป็นกรดสูง สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของเราได้ เมื่อเชื้อชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายแล้ว มันจะไปฝังตัวอยู่ในกระเพาะอาหาร และมันสามารถอยู่ในกระเพาะของเราได้เป็น 10 ปี โดยผู้ที่ติดเชื้ออาจไม่มีอาการใดๆแสดงออกมาก็ได้ 

แล้วจะทราบได้อย่างไร ว่าเราติดเชื้อ H.Pylori ?
อาการที่แสดงออกจากการติดเชื้อ แบ่งได้เป็น 2 ระยะได้แก่

  1. ระยะเฉียบพลัน คือรับเชื้อแบคทีเรียเอชไพโรไลเข้าสู่ร่างกายจำนวนมาก ทำให้เกิดอาการของกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน บางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย อาการจะเป็นระยะหนึ่งแล้วหายไป เนื่องจากกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกาย ที่จะพยายามกำจัดเชื้อตัวนี้ออกไป แต่ถ้าเชื้อยังถูกกำจัดออกไปไม่หมด เชื้อที่หลงเหลือบางส่วนก็จะฝังตัวเองอยู่ในกระเพาะอาหารต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่ระยะเรื้อรัง
  2. ระยะเรื้อรัง คือเชื้อที่อาศัยในกระเพาะอาหารมาเป็นเวลานาน เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะภายในเริ่มเสื่อมลง ผิวเยื่อบุกระเพาะก็ค่อยๆถูกเชื้อเอชไพโรไลทำลายไปเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดเป็นโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรังหรือแผลในกระเพาะอาหาร  แผลในลำไส้เล็ก และอาการอื่นๆตามมา เช่น อาหารไม่ย่อย แสบร้อนท้อง จุกเสียดแน่น เต็มไปด้วยลม ลุกลามไปเป็นโรคกรดไหลย้อน

วิธีป้องกันการติดเชื้อเอชไพโรไล
• หลีกเลี่ยงอาหารดิบ อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ของหมักดอง และผักสด (เนื่องจากล้างไม่สะอาด)

• ดื่มน้ำสะอาด

• ทำความสะอาดอุปกรณ์ประกอบอาหาร รวมถึงภาชนะที่ใช้ทานอาหารให้สะอาดหลังจากใช้งานเสร็จ

• หลีกเลี่ยงการใช้ช้อนร่วมกัน เนื่องจากเชื้อนี้สามารถติดต่อกันผ่านทางสารคัดหลั่งได้

การกำจัดเชื้อ H.Pylori
     หากตรวจพบเชื้อ H.Pylori แนวทางการรักษาของยาแผนปัจจุบันจะใช้ยาลดกรด 1 ชนิดร่วมกับยาปฏิชีวนะอีก 2 ชนิด ทานเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์เพื่อกำจัดเชื้อ แต่สำหรับผู้ที่มีอาการจากแผลในกระเพาะอาหารมานาน อาจจะยังมีแผลในกระเพาะอาหารอยู่

ยาสมุนไพรรักษาโรคกระเพาะอาหาร
     ยาขับลมตราเพชรแดง ใช้ตัวยาหลักจาก สมุนไพรเปล้าตะวัน อุดมด้วยสารสำคัญจากเปลาโนทอล ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อ H.Pylori มีงานวิจัยบอกว่า หากทานร่วมกับยาในกลุ่มยาฆ่าเชื้อ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ H.Pylori ได้ดีมากขึ้น สารเปลาโนทอล ยังมีฤทธิ์ในการกระตุ้นการสร้างเยื่อบุกระเพาะที่ถูกทำลายไป สมานแผลในกระเพาะอาหาร และใช้ตัวยาเสริมคือ กระเพราแดง ขิงแก่ ตะไคร้ ซึ่งมีสรรพคุณในการขับลม บำรุงกระเพาะ ฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร สามารถทานร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ ปลอดภัย ดูรายละเอียดยาเพิ่มเติม คลิกที่นี่


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคแพนิค กับ กรดไหลย้อน รับมือและรักษาอย่างไรในปี 2569
"กรดไหลย้อน" กับ "แพนิค" ทำไมมักมาคู่กัน? หมอมีคำตอบและทางออกให้ค่ะ
ดื่มน้ำระหว่างทานข้าว ทำให้อาหารไม่ย่อยจริงหรือไม่?
เค้าว่ากันว่า อย่าดื่มน้ำตอนกินข้าว จะทำให้น้ำย่อยเจือจาง อาหารไม่ย่อย จริงหรือไม่... มาดูกันค่ะ
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy